sunitjo travel พาเที่ยว เมือง เกิ่นเทอ เวียดนาม Ken Tho Vietnam สนุกสะใจกับทัวร์แม่โขงเดลต้า Mekong Delta ทัวร์ราคาประหยัด สำหรับนักท่องเที่ยวทั่วไป และจากทั่วโลก www.sunitjotravel.com
www.sunitjotravel.com
https://www.youtube.com/channel/UCaVlNf0tI2jOl9LT4xIuhkQ
ดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขง ถือเป็นดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในทวีปเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตั้งอยู่ตรงบริเวณทางด้านตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศเวียดนาม โดยเป็นบริเวณที่แม่น้ำโขงซึ่งมีต้นกำเนิดมาจากที่ราบสูงทิเบตแล้วไหลมาทางทิศใต้ผ่าน 7 ประเทศ ไหลออกสู่ทะเลจีนใต้ที่บริเวณนี้ โดยบริเวณที่เกิดการสะสมตัวของตะกอนในลักษณะของดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำนั้นพบว่าแม่น้ำโขงมีการแตกออกเป็นสาขาย่อย ๆ หลายสาขา
ปัจจุบันพบว่าดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขงมีความกว้างของดินดอนสามเหลี่ยมใหญ่ที่สุดที่หนึ่งของโลกและกินพื้นที่ 39,000 ตารางกิโลเมตร ซึ่งเป็นสัดส่วนโดยมากของพื้นที่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศเวียดนาม พื้นที่ของดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขงส่วนที่ถูกปกคลุมด้วยน้ำนั้นขึ้นกับแต่ละฤดู เพราะปริมาณน้ำไม่เท่ากัน จากการศึกษาพบว่าบริเวณดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขงนั้นมีการพัดพาของน้ำมาประมาณ 470 ลูกบากศ์กิโลเมตรต่อปี ซึ่งน้ำที่ไหลมาในบริเวณนี้ได้พัดพาตะกอนมาตกสะสมประมาณ 790,000-810,000 ตารางกิโลเมตรต่อปี
นอกจากนี้พบว่าเมื่อประมาณ 6,000 ปีที่ผ่านมา มีการพอกของตะกอนในบริเวณนี้ในลักษณะการพอกคืบเข้าไปในทะเลคิดเป็น 200 กิโลเมตร รอบชายแดนของประเทศกัมพูชาและชายฝั่งทางตอนใต้ของประเทศเวียดนาม โดยในปัจจุบันพบว่าลักษณะปรากฏของดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขงนั้น มีรูปร่างคล้ายรูปสามเหลี่ยมที่กินเนื้อที่เป็นบริเวณกว้าง
ดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขงได้มีการศึกษาเรื่องการกระจายตัวของสิ่งมีชีวิตบริเวณนี้ โดยพบว่าบริเวณนี้เป็นแหล่งรวมสิ่งมีชีวิตสายพันธุ์ใหม่กว่า 10,000 สายพันธุ์ ซึ่งทำให้บริเวฯดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขงนี้นอกจากจะมีความน่าสนใจในการศึกษาเกี่ยวกับลักษณะทางธรณีวิทยาแล้วยังมีความน่าสนใจเป็นอย่างมากในการศึกษาเกี่ยวกับระบบชีววิทยาของพื้นที่
จากการสะสมตัวของตะกอนพบว่าตะกอนที่สะสมตัวในหุบเขาซึ่งทับอยู่บนชั้นตะกอนที่มีอายุสมัยไพลสโตซีน นั้นเกิดการสะสมตัวในช่วงที่มีเกิดเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเลอย่างรวดเร็วครั้งล่าสุด ซึ่งพบว่าแม่น้ำโขงในช่วงยุคน้ำแข็งครั้งล่าสุดหรือเมื่อประมาณ 18,000 ปีมาแล้วนั้น ตำแหน่งของทางน้ำอยู่ทางตะวันออกของบริเวณที่เป็นหุบเขาทำให้บริเวณหุบเขามีลักษณะเป็นปากแม่น้ำ ขณะที่น้ำทะเลเพิ่มสูงขึ้นจึงเกิดการสะสมตัวของตะกอนที่เป็นตะกอนปากแม่น้ำ เมื่อน้ำทะเลเพิ่มสูงขึ้นปากแม่น้ำจึงย้ายเข้าไปในแผ่นดินมากขึ้นทำให้บริเวณนี้ได้รับอิทธิพลจากกระบวนการทางทะเลมากขึ้น จึงเกิดการสะสมตัวของที่ราบที่ได้รับผลจากน้ำขึ้น-น้ำลง หลังจากนั้นพบว่าเกิดการสะสมตัวของตะกอนดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำเมื่อประมาณ 6,000 ปีที่แล้ว ซึ่งเป็นช่วงที่น้ำทะเลขึ้นสูงสุดและกำลังเริ่มลดลงเรื่อยๆ ทำให้พบลักษณะการเพิ่มขึ้นของขนาดเม็ดตะกอนเมื่อใกล้พื้นผิวมากขึ้น โดยเราสามารถแบ่งดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขงออกเป็น 2 บริเวณตามอิทธิพลหลักที่มีผลต่อการสะสมตัวของตะกอนในแต่ละบริเวณ คือ
ส่วนของดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำที่อยู่ด้านใกล้แผ่นดิน พบว่าเป็นบริเวณที่ได้รับอิทธิพลจากกระบวนการทางแม่น้ำและน้ำขึ้น-น้ำลงเป็นหลัก
ส่วนของดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำที่อยู่ด้านใกล้ทะเล พบว่าเป็นบริเวณที่ได้รับอิทธิพลจากกระบวนการทะเลคือคลื่นและน้ำขึ้น-น้ำลงเป็นหลัก
ส่วนของพื้นที่ที่อยู่เหนือน้ำ พบว่าสามารถแบ่งย่อยโดยอาศัยความสูงต่ำของพื้นที่เป็นตัวแบ่งได้อีกเป็น 2 ส่วนคือส่วนของดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำส่วนบนหรือส่วนนอกซึ่งเป็นบริเวณที่ได้รับอิทธิพลจากแม่น้ำเป็นหลัก และส่วนของดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำส่วนล่างหรือส่วนนอกซึ่งเป็นบริเวณที่ได้รับอิทธิพลจากการกระทำของทะเลเป็นหลัก พื้นที่ที่อยู่เหนือน้ำของดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขงนี้พบว่าเกิดจากการสะสมตัวของตะกอนในช่วง 6,000-7,000 ปีที่ผ่านมาหรือหลังจากช่วงที่น้ำทะเลขึ้นสูงสุดในสมัยโฮโลซีนตอนกลาง นอกจากนี้พื้นที่ส่วนนี้ยังรวมส่วนที่เป็นชายหาดซึ่งพบว่าได้รับอิทธิพลจากน้ำขึ้น-น้ำลงเป็นหลัก โดยบริเวณนี้น้ำขึ้นสูงสุดประมาณ 3.2-3.8 เมตร
ส่วนของพื้นที่ที่อยู่ใต้น้ำ พบว่าสามารถแบ่งย่อยโดยอาศัยความสูงต่ำของพื้นที่เป็นตัวแบ่งได้อีกเป็น 2 ส่วน คือส่วนที่เป็นที่ราบที่ได้รับอิทธิพลจากน้ำขึ้น-น้ำลงซึ่งพบว่าส่วนนี้มีความหนาของตะกอนประมาณ 6 เมตร และกว้างประมาณ 5-20 กิโลเมตร และส่วนที่เป็นดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขงทื่ยื่นออกไปสู่ทะเล
หน้าดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขงถือเป็นดินดอนสามเหลี่ยมที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในทวีปเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตั้งอยู่ตรงบริเวณทางด้านตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศเวียดนาม โดยเป็นบริเวณที่แม่น้ำโขงซึ่งมีต้นกำเนิดมาจากที่ราบสูงธิเบตแล้วไหลมาทางทิศใต้ผ่าน 7 ประเทศ ไหลออกสู่ทะเลจีนใต้ที่บริเวณนี้ โดยบริเวณที่เกิดการสะสมตัวของตะกอนในลักษณะของดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำนั้นพบว่าแม่น้ำโขงมีการแตกออกเป็นสาขาย่อยๆ หลายสาขา
ปัจจุบันพบว่าดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขงมีความกว้างของดินดอนสามเหลี่ยมใหญ่ที่สุดที่หนึ่งของโลกและกินพื้นที่ 39,000 ตารางกิโลเมตร ซึ่งเป็นสัดส่วนโดยมากของพื้นที่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศเวียดนาม พื้นที่ของดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขงส่วนที่ถูกปกคลุมด้วยน้ำนั้นขึ้นกับแต่ละฤดู เพราะปริมาณน้ำไม่เท่ากัน จากการศึกษาพบว่าบริเวณดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขงนั้นมีการพัดพาของน้ำมาประมาณ 470 ลูกบากศ์กิโลเมตรต่อปี ซึ่งน้ำที่ไหลมาในบริเวณนี้ได้พัดพาตะกอนมาตกสะสมประมาณ 790,000-810,000 ตารางกิโลเมตรต่อปี
นอกจากนี้พบว่าเมื่อประมาณ 6000 ปีที่ผ่านมา มีการพอกของตะกอนในบริเวณนี้ในลักษณะการพอกคืบเข้าไปในทะเลคิดเป็น 200 กิโลเมตร รอบชายแดนของประเทศเขมรและชายฝั่งทางตอนใต้ของประเทศเวียดนาม โดยในปัจจุบันพบว่าลักษณะปรากฏของดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขงนั้น มีรูปร่างคล้ายรูปสามเหลี่ยมที่กินเนื้อที่เป็นบริเวณกว้าง
ดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขงได้มีการศึกษาเรื่องการกระจายตัวของสิ่งมีชีวิตบริเวณนี้ โดยพบว่าบริเวณนี้เป็นแหล่งรวมสิ่งมีชีวิตสายพันธุ์ใหม่กว่า 10,000 สายพันธุ์ ซึ่งทำให้บริเวฯดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขงนี้นอกจากจะมีความน่าสนใจในการศึกษาเกี่ยวกับลักษณะทางธรณีวิทยาแล้วยังมีความน่าสนใจเป็นอย่างมากในการศึกษาเกี่ยวกับระบบชีววิทยาของพื้นที่
นอกจากนี้ในบริเวณดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขงยังพบว่าเป็นบริเวณที่มีภูมิประเทศที่หลากหลายมาก โดยบริเวณนี้พบทั้งภูเขาและพื้นที่สูงทางทิศเหนือและทิศตะวันตก และพบลักษณะของที่ราบน้ำท่วมถึงบริเวณทิศใต้ นอกจากนี้ยังพบว่าลักษณะภูมิประเทศบริเวณนี้เป็นบริเวณที่มีผลของการเกิดการเคลื่อนตัวของแผ่นเปลือกโลก ซึ่งมีปัจจัยหลักมาจากการเคลื่อนที่ชนกันของแผ่นอินเดียและแผ่นยูเรเซียเมื่อประมาณ 50 ล้านปีมาแล้ว
ลักษณะของตะกอนทรายที่พบบริเวณตอนล่างของดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขงมีการพัดพามาโดยแม่น้ำโขงเป็นหลัก ซึ่งการสะสมตัวของตะกอนในบริเวณนี้เริ่มเกิดขึ้นมามากกว่าล้านปีแล้ว
สภาพภูมิอากาศ
เนื่องมาจากบริเวณนี้เป็นบริเวณชายฝั่งทะเลที่มีความชันไม่มาก จึงทำให้ดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขงมีการท่วมของน้ำอันเนื่องมาจากการเพิ่มสูงขึ้นของระดับน้ำทะเลจากผลของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในปัจจุบัน โดยจากการศึกษาของสถาบันวิจัยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของมหาวิทยาลัยเกิ่นเทอของประเทศเวียดนามพบว่าจากการศึกษาสามารถคาดคะเนได้ว่าหลายจังหวัดในประเทศเวียดนามจะจมอยู่ใต้น้ำในปี 2030 โดยพื้นที่เสี่ยงที่สุดคือจังหวัดเบ๊นแตรและจังหวัดลองอัน ซึ่งจากการศึกษาพบว่าถ้ามีการเพิ่มสูงขึ้นของระดับน้ำทะเลประมาณ 1 เมตร ทั้งสองจังหวัดนี้มีความเสี่ยงต่อการท่วมของน้ำสูงถึง 51% และ 49% ตามลำดับ
จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น